อุทยานในสหรัฐอเมริกา สามารถเที่ยวได้ทั้งปี สำหรับผู้ที่ชอบท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

สหรัฐอเมริกานั้นเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมี อุทยานในสหรัฐอเมริกา มากถึง 59 ที่กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ โดยแต่ล่ะอุทยานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป สามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปีกันเลยทีเดียว โดยวันนี้เราได้คัดสรรอุทยานยอดนิยมมาแนะนำสำหรับผู้ที่ชอบท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ มาดูกันว่ามีที่ไหนบ้าง และจะสวยน่าไปขนาดไหน

อุทยานในสหรัฐอเมริกา ที่น่าสนใจ

 อุทยานในสหรัฐอเมริกา

  1. เยลโลว์สโตน YELLOWSTONE NATIONAL PARK เป็นอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความงดงามชวนอัศจรรย์ใจ ครอบคลุมเนื้อที่ทั้งหมด 3 รัฐในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ รัฐไวโอมิง รัฐมอนแทนา และรัฐไอดาโฮ ภายในอุทยานประกอบไปด้วยพืชพรรณต่าง ๆ รวมทั้งเป็นบ้านของภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งภูเขาไฟที่นี่ไม่ได้เป็นภูเขาลูกใหญ่เหมือนภูเขาไฟทั่วไป แต่เป็นหลุมขนาดใหญ่ใต้พื้นดินที่เก็บสะสมแม็กมาไว้มากมายมหาศาล โดยความร้อนเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมากลายเป็นน้ำพุร้อนมากกว่า 10,000 จุด พร้อมทั้งบ่อน้ำพุร้อนอีกกว่า 300 แห่งเเถมยังมีสัตว์เยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นกวางมูซ หมาป่า หรือน้องหมีที่เดินไปมาอยู่บริเวณเเนวสันเขา ถือว่าเป็นสวรรค์ของช่างภาพสัตว์ป่าเลยทีเดียวดังนั้นการเยี่ยมชมพื้นที่แหล่งความร้อน ขอให้นักท่องเที่ยวเดินอยู่บนทางเดินหรือเส้นทางที่มีอยู่เท่านั้น ไม่ลงไปเล่นน้ำหรือเข้าใกล้เธอร์มัล ฟีเจอร์ ต่าง ๆ เนื่องจากน้ำพุร้อนหรือแหล่งน้ำในเยลโลว์สโตนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากกว่าเหตุที่เกิดตามสถานที่ธรรมชาติอื่น ๆเที่ยว อุทยาน ใน อเมริกา
  2. แกรนด์แคนยอน GRAND CANYONความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติเพียงแห่งเดียวในโลก ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน มลรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกาคือสถานที่ท่องเที่ยว ที่ถูกจัดให้เป็นสถานที่ที่หลายคน ต้องการไปเยี่ยมชมสักครั้งก่อนเสียชีวิต ความสวยงามของภูมิประเทศ และภาพบรรยากาศที่หาชมได้ยาก ทำให้สถานที่แห่งนี้ เป็นที่รองรับนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี
    โดยที่นี่มีกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือชมทัศนียภาพอันสวยงามในแม่น้ำโคโลราโด การปั่นจักรยานไปตามเส้นทางสำหรับนักปั่น และ การเดินเท้าสำรวจเส้นทางธรรมชาติ  แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์สำคัญ ที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนแกรนด์ แคนยอนทุกคนพลาดไม่ได้ ก็คือ การไปยืนเก็บภาพ และชื่นชมความสวยงามของแกรนด์ แคนยอน บนสะพานพื้นกระจกรูปทรงตัวยู  ที่มีชื่อว่า Skywalk
    Skywalk ตั้งอยู่ริมหน้าผาทางด้านทิศตะวันตกของแกรนด์ แคนยอน มีความสูง 219 เมตรจากพื้นดิน และได้รับการขนานนามว่าเป็นสะพานพื้นกระจก ที่มีความสูงที่สุดในโลก นอกจากนี้ ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกจะสวยงาม หินชั้นเปลี่ยนเป็นสีแดง สีเหลือง หรือสีส้ม ตามเเสงของดวงอาทิตย์
    ป่า ใน อเมริกา
  3. อุทยานแห่งชาติแกรนด์ทีทอน GRAND TETON NATIONAL PARK อีกหนึ่งอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของมลรัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกาถึงจะอยู่ห่างจาก Yellowstone เพียงนิดเดียว แต่ภูมิประเทศแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เต็มไปด้วยภูเขาสูง ๆ ที่มียอดแหลม ๆ เรียงรายกันอยู่ เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีทัศนียภาพภูเขาที่สวยงามและมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานจะเป็นทุ่งหญ้ากว้างๆสลับกับผืนป่าและทะเลสาบรวมไปถึงสัตว์ป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนส่วนใหญ่จะนิยมกิจกรรมตั้งแคมป์และเดินป่า ปีนเขา เดินทางไกล พายเรือ ตกปลา เล่นสกีในช่วงฤดูหนาว รวมไปถึงกิจกรรมท่องเที่ยวกลางแจ้งอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีชื่อเสียงในเรื่องของกวางมูส (Moose) กวางสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าอื่นๆที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ วัวกระทิง (กระบือ) สิงโตภูเขา นกอินทรีหัวล้าน และอื่นๆนอกจากนี้ยังมี ทีทอน กลาเซียร์ (Teton Glacier) ธารน้ำแข็งบนภูเขาที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาโอเว่น (Mount Owen) และยังเป็น 1 ใน 12 ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติแกรนด์ทีทอน
     สวน สาธารณะ ใน อเมริกา
  4. อุทยาน Mount Rainier National Park เป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในรัฐวอชิงตัน สหรัฐฯ จัดเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับต้นๆ ของประเทศที่ก่อตั้งขึ้นมาเป็นอับดับที่ 5 โดยนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 1899

สำหรับจุดที่สูงที่สุดของ Mount Rainier ก็คือ Cascade Range ซึ่งบริเวณโดยรอบจะเป็นหุบเขา ป่าไม้ ทุ่งหญ้า น้ำตก ธารน้ำแข็ง และดอกไม้ป่า ภูเขาแห่งนี้จะถูกล้อมรอบด้วยเมฆจำนวนมาก ส่งผลให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวจะมีฝนตกชุกตลอดปี รวมถึงเกิดหิมะอยู่บนบริเวณยอดเขาในทุกๆ ปีอีกด้วย นอกจากนี้พื้นที่บริเวณดังกล่าวยังปกคลุมไปด้วยธารน้ำแข็งและทุ่งหิมะ

Mount Rainier ยังเป็นจุดยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมปีนเขาสร้างความท้าทายให้กับชีวิตอีกด้วย นักปืนเขาพยามยามจะพิชิตยอด Rainier ให้ได้ แต่หนทางค่อนข้างยากลำบากเหลือเกิน มีนักปืนเขาครึ่งเดียวเท่านั้นที่ไปสู่ยอดได้ เห็นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากการปีนเขาแล้วนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมยัง Mount Rainier ก็มีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้เลือกทำอีกมากมายไม่วาจะเป็นการขับรถแบบกินลมชมวิว โดยเส้นทางการขับรถจะเปิดให้ใช้งานได้ในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนตุลาคม การตกปลา การเล่นแคร่เลื่อน และการเล่นสกีแบบครอสคันทรี ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ Paradise มีข้อมูลมากมายที่ให้ความรู้และนำไปใช้ได้จริงเกี่ยวกับภูเขาลูกนี้และอุทยานแห่งชาติ

เมืองอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงประเทศเนเธอร์แลนด์ 5 สถานที่เที่ยวที่ไม่ควรพลาด

อัมสเตอร์ดัม

เมืองอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงประเทศเนเธอร์แลนด์ มีอีกชื่อที่ผู้คนนิยมเรียกกันติดปาก คือ ฮอลแลนด์ เป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อเสียงอันดับโลก มีคลองมากกว่า 165 แห่ง จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยยูเนสโก้ (UNESCO)

เมืองอัมสเตอร์ดัม

สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเราสามารถปั่นจักรยานหรือล่องเรือชิวๆ ชมบรรยากาศรอบๆ เมืองได้ โดยวันนี้เราจะพาดูที่เที่ยวที่น่าสนใจของเมืองอัมสเตอร์ดัม ที่ไม่ได้มีแค่แวนโก๊ะ หรือ วินเซนต์ แวนโก๊ะ จิตรกรที่มีชื่อเสียงอันดับโลก ที่หลายคนมักนึกถึงหากกล่าวถึงเมืองนี้ แต่มีที่เที่ยวทีน่าสนใจต้องไปเยือนให้ได้ดังต่อไปนี้

สถานที่ท่องเที่ยว เมืองอัมสเตอร์ดัม

อัมสเตอร์ดัม เที่ยว

1. พิพิธภัณฑ์แห่งชาติแห่งอัมสเตอร์ดัม Rijksmuseum เป็นสถานที่ที่รวบรวมงานศิลปะของจิตรกรชาวดัตช์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมมานานนับ 10 ปีแล้ว อาคารหรูหราอลังการแห่งนี้เต็มไปด้วยภาพวาดของชาวดัตช์และงานจำลองจากทั่วโลก และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ อาคารอันโอ่โถงแห่งนี้โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปะแนวกอธิกและเรเนซองส์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บรวบรวมคอลเล็กชันงานศิลปะอันละเมียดละไมของประเทศ และได้ผ่านการบูรณะเป็นเวลาหลายปี
พิพิธภัณฑ์นี้ไม่ได้มีเพียงแค่ภาพวาดของศิลปินชาวดัตช์เท่านั้น คอลเล็กชันงานศิลปะเอเชียมีผลงานมากกว่า 8,000 ชิ้น ซึ่งมีตั้งแต่ภาพวาด ภาพพิมพ์ และงานประติมากรรม ไปจนถึงกล่องงานไม้เคลือบเงา เครื่องประดับ และถ้วยชา คอลเล็กชันอื่นๆ ประกอบด้วยประติมากรรมตะวันตกเกือบ 1,000 ชิ้น ประวัติศาสตร์การออกแบบภายในแบบดัตช์ และสิ่งของเกี่ยวกับแฟชั่นประมาณ 10,000 ชิ้น

อัมสเตอร์ดัม จุดน่าสนใจ
2. ล่องเรือในคลองในอัมสเตอร์ดัม (Canal Cruise, Amsterdam) การล่องเรือเพื่อชมบรรยากาศ และสถาปัตยกรรมอันสวยงามของเมือง ดูร้านค้าและโบสถ์ที่เรียงรายไปตามแนวคลองจากในผืนน้ำและผ่านใต้สะพานที่สวยงามหลายแห่งที่ทอดยาวผ่านเส้นทางน้ำมีไกด์คอยแนะนำสถานที่สำคัญๆ ให้เราฟัง เรียนรู้เกี่ยวกับยุคทองของสถาปัตยกรรมดัตช์ที่ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ พร้อมคำบรรยายใน 18 ภาษา ปัจจุบันที่เมืองนี้มีคลองมากกว่า 165 แห่ง ใช้ในการขนส่งและค้าขาย
โดย Canal Sightseeing Amsterdam นั้นนับว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่คู่มากับการท่องเที่ยวอัมสเตอร์ดัม เลยก็ว่าได้ เพราะทุกทัวร์ที่จัดทริปมาเที่ยวที่เมืองเเห่งลำคลองเเห่งนี้ต้องจัดให้มีการล่องเรือชมความงดงามของสองฝั่งคลองกันอย่างเเน่นอน เเละมันก็ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์ที่สำคัญอีกอย่างของการมาเที่ยวฮอลเเลนด์เลยก็ว่าได้

เที่ยวอัมสเตอร์ดัม เดือนไหนดี
3. หมู่บ้านกังหันลม Zaanse Schans Zaanse Schans เป็นที่เที่ยวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ โดยตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ Amsterdam เป็นแหล่งรวมของบ้านสมัยโบราณและกังหันลมถ้าไปแล้วเราก็น่าจะมองออกว่าชาวดัตช์สมัยก่อนบ้านเรือนเป็นอย่างไร สมัยที่ดัตช์ยังรุ่งเรืองมั่งคั่ง เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวดัตช์ ย่านนี้เป็นย่านโรงงาน แหล่งอุตสาหกรรม ปัจจุบันบ้านเรือนย่านนี้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ บางหลังก็ยังคงใช้อยู่อาศัย เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาดูความน่ารักของหมู่บ้านได้
โดยที่นี่มีกังหันลมนับร้อยแห่ง ซึ่งใช้ช่วยในการผลิตสีทาไม้ น้ำมัน มัสตาร์ด กระดาษ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ได้ถูกจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านขายของที่ระลีก และศูนย์ฝึกอบรม
วิธีการเดินทางก็แสนจะง่ายๆ เพียงแค่นั่งรถไฟ 15 นาทีไปยังสถานี Koog-Zaandijk และใช้เวลาเดินจากสถานีประมาณ 10 นาที โดยมองหาแค่กังหันลมเท่านั่นเอง

อัมสเตอร์ดัม ของฝาก
4. จัตุรัสดัมสแควร์ (Dam Square) จัตุรัสซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอัมสเตอร์ดัมนี้ล้อมรอบไปด้วยอาคารเก่าแก่บนถนนกรวด จุดท่องเที่ยวที่สวยงามอีกเเห่งเเละน่าสนใจอย่างมากก็คือ จัตุรัสดัมสแควร์ ซึ่งใครมาเที่ยวอัมสเตอร์ดัมเเล้วต้องไม่พลาดมาเที่ยวชมยังสถานที่ท่องเที่ยวเเห่งนี้ Dam Square นั้นตั้งอยู่ใจกลางกรุงอัมสเตอร์ดัม ถือว่าเป็นเเหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวอัมสเตอร์มดัม เพราะมันคือจุดศูนย์กลางที่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ นับว่าเป็นเเลนมาร์คที่สำคัญของเมือง
Dam Square เป็นจุดที่รวมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวอัมสเตอร์ดัม เพราะจะมีร้านอาหารเเละคาเฟ่ห์มากมายหลายเเห่งด้วยกัน รวมทั้งร้านค้าเเบรนด์ดังอย่างมากมายหลายร้าน ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวมานั่งจิบกาเเฟ
นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกที่หนึ่ง คือ Royal Palace (Koninklijk Palace) เป็นพระราชวังที่ไม่มีพระราชวงศ์ชาวดัตช์อยู่แล้ว แต่ยังถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานรับรองเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอยู่ในปัจจุบัน

อัมสเตอร์ดัม อยู่ประเทศอะไร
5. เที่ยวบ้านแอนน์ แฟรงค์ Anne Frank House ที่มีเรื่องราวเเละประวัติที่สะเทือนทั้งโลกมาเเล้ว เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว เพราะมันเป็นสถานที่สำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในช่วงเวลาที่เเสนยากลำบากของสงครามโลกครั้งที่ 2
เป็นสถานที่ที่ Anne Frank ใช้หลบซ่อนจากการล่าของชาวนาซีเป็นเวลาสองปี ระหว่างที่หลบซ่อนนั้น Anne Frank ได้เขียนไดอารี่เล่าถึงความน่ากลัวที่เธอ หลังจากนั้นไม่นานเธอและครอบครัวถูกจับได้
ต่อมาไดอารี่ของ Anne Frank ได้ถูกเผยเพร่ และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ เพื่อเกียรติภูมิของมนุษย์ ต่อมาบ้านของ Anne Frank ได้ถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ผู้คนเยี่ยมชม โดยมันตั้งอยู่ริมคลอง Prinsengracht ที่มีบรรยากาศที่สวยงามอย่างมาก และยังอยู่ไม่ไกลจากเเหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่างจัตุรัสดัมสแควร์อีกด้วย

เมืองอิบารากิ เมืองที่ขึ้นชื่อว่าน่าเบื่อ แต่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

อิบารากิ อากาศ

เมืองอิบารากิ ในประเทศญี่ปุ่น อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่จังหวัดนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว เพราะเมื่อเทียบกันแล้วอิบารากิมีภาพลักษณ์ของเมืองบ้านนอกบ้านนาอยู่มาก และในการจัดอันดับจังหวัดประจำปีก็มักจะได้อับดับรั้งท้ายอยู่เสมอ ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าอิบารากิเป็นจังหวัดที่น่าเบื่อ วันนี้เราได้นำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเมืองอิบารากิ มาฝากกันค่ะ

เมืองอิบารากิ

เมื่อพูดถึงอิบารากิ ผู้คนมักนึกถึงความเป็นบ้านนอกบ้านนา ไร้แสงสี ไร้ความตื่นเต้น สองทุ่มเมืองก็ปิดไฟนอนกันหมดแล้ว แต่จังหวัดอิบารากิก็มีความน่าสนใจซุกซ่อนอยู่ เพียงแต่ยังไม่ได้รับการโปรโมตออกสู่สายตานักท่องท่องเที่ยวเท่านั้น เราจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองอิบารากิ มานำเสนอ

สถานที่ท่องเที่ยว เมืองอิบารากิ ที่น่าสนใจ

1. น้ำตกฟุคุโรดะ เป็นหนึ่งในสามน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น น้ำตกจะไหลผ่านหน้าผาหินยักษ์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นชั้นหินไล่ระดับลงมา 4 ชั้น จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “น้ำตก 4 ชั้น” มีจุดชมวิวที่จะทำให้ท่านเห็นน้ำตกอย่างใกล้ชิด และเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสวยงามในทุกฤดูกาล

อิบารากิ อากาศ
โดยสามารถมองเห็นน้ำตกที่ไหลลงมาและกลายเป็นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม “การเดินทางในฤดูหนาวของน้ำตกฟุคุโรดะโอคุจิ” ซึ่งท่านสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของฤดูหนาวได้จากการส่องไฟไปยังน้ำตกและสะพานแขวน
แต่ในฤดูใบไม้ร่วง ทั้งฉากหน้า ฉากหลังของน้ำตก เป็นต้นเมเปิ้ล และต้นไม้ผลัดใบอีกหลายชนิดที่กำลังเปลี่ยนสี พอถ่ายรูปคู่กับน้ำตกฟุคุโรดะแล้วจะสวยงามมาก

ค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 150 เยน
เวลาทำการ
9 : 00 น. – 17 : 00 น. (พ.ย. – เม.ย.)

2. สวนริมทะเลฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park) หรือสวนฮิตาชิ(Hitachi Park) เป็นสวนริมทะเลขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงด้านทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะทุ่งดอกโคเชียที่โดยปกติจะมีสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

 จังหวัด อิ บะ ระ กิ จุด ท่องเที่ยว
สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีเพราะจะมีดอกไม้ สายพันธ์ต่างๆที่จะสลับกันบานตลอดเวลา รวมทั้งยังมีโซนของสวนสนุกที่ชื่อว่า Pleasure Garden เปิดให้บริการตลอดเวลาด้วย
ซึ่งที่สวนฮิตาชินี้จะมีช่วงเวลาของทุ่งดอกไม้บานที่เป็นไฮไลท์สำคัญอยู่ทั้งหมด 4 ช่วงเวลาดังนี้
ภายในสวนมีทุ่งดอกไม้ตามฤดูกาลหลากหลายสายพันธุ์ที่ออกดอกหมุนเวียนให้ชมตลอดปี ในฤดูใบไม้ผลิจะได้ชมทุ่งดอกนาร์ซิสซัส และดอกทิวลิป เมื่อถึงช่วงต้นฤดูร้อนจะมีทุ่งดอกเนโมฟีลา (เบบีบลูอายส์) และดอกกุหลาบ ส่วนดอกบานชื่นจะบานในช่วงกลางฤดูร้อน เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงก็จะได้ชมทุ่งดอกโคเชียและทุ่งดอกคอสมอส
เวลาทำการ
09.30 – 17.00 น. (เวลาเปิดบริการจะมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล)
ค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ (อายุ 15 ปีขึ้นไป) 450 เยน
ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 210 เยน
เด็กเล็ก – นักเรียนชั้นมัธยมต้น ฟรี

3. ภูเขาสึกุบะ ภูเขาทสึคุบะถูกขนานนามเปรียบเทียบกับภูเขาฟูจิว่า “ตะวันตกคือฟูจิ ตะวันออกคือทสึคุบะ” และเป็น 1 ใน 100 ภูเขาที่มีชื่อเสียงที่ไม่สูงมากและง่ายต่อการปีนเขา ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่ขอแนะนำซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของคันโต ซึ่งสามารถท่องเที่ยวได้ภายในหนึ่งวัน ภูเขาสึกุบะ เป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากและมีการกล่าวว่า ภูเขาไฟฟูจิอยู่ทางทิศตะวันตก ส่วนภูเขาสึกุบะอยู่ทางทิศตะวันออก

ประเทศ ญี่ปุ่น เมือง อิ บา รา กิ
จุดเด่นคือมีศาลเจ้าสุคุบะ หรือสุคุบะจินจะ ที่มีต้นไม้อายุร่วมพันปี บรรยากาศสงบร่มรื่น และมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของน้ำมันกบ ที่สกัดจากกบภูเขาตัวใหญ่สัญลักษณ์ของภูเขาสุคุบะอีกด้วย ปีนได้ตลอดปี แถมในวันอากาศดีเราจะมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิจากยอดเขาสุคุบะได้ เก๋ไปอีก
ที่นี่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ไม่ควรพลาด เพราะมีทั้งเส้นทางเดินเขา กระเช้าไฟฟ้า และรถไฟโมโนเรล
โดยรถเคเบิลและกระเช้าลอยฟ้าจะให้บริการทุก 20 นาที และคุณสามารถใช้บริการเพื่อขึ้นและลงเท่านั้น อย่างไรก็ตามบริการเหล่านี้จะปิดบริการเมื่อเวลา 18.00 น. ในช่วงหน้าร้อนและเวลา 17.00 น. ในช่วงหน้าหนาว

4. ไคราคุเอน สวนไคราคุเอน ติดอันดับ 1 ใน 3 ของสวนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น พร้อมกับเคนโระคุเอนที่คานาซาวะ และ โคราคุเอนที่โอคายามะ เปิดให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนในปี 1842 โดยที่สวนไคราคุเอนได้ปลูกต้นดอกพลัม 3000 ต้น 100 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อถึงการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนี้ภายในสวนไคระคุเอ็น (Kairakuen) นี้ยังมีดงกอไผ่, ป่าต้นซีดาร์ และตึกโคบุนเท (Kobuntei) ตึกไม้สไตล์ญี่ปุ่นที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในอาคาร

อิบารากิ หน้าหนาว
แม้สวนไคระคุเอ็น (Kairakuen) จะเปิดให้เข้าชมได้ตลอดทั้งปีแต่ช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดและเป็นไฮไลท์ของที่นี่คือ ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปตลอดเดือนมีนาคม ซึ่งทุกปีภายในสวนญี่ปุ่นแห่งนี้จะมีการจัดงานเทศกาล Mito Plum Festival หรือ เทศกาลชมดอกพลัมมิโตะ
เวลาทำการ
วันที่: 20 ก.พ. – ก.ย. เปิด 06:00-19:00 น., ต.ค. – 19 ก.พ. เปิด 07:00 – 18:00 น วันปิดทำการ: วันที่ 29 – 31 ธันวาคม
ค่าเข้าชม: สวนฟรี

เห็นไหมล่ะว่าจังหวัดอิบารากิมีที่เที่ยวสวย ๆ เพียบ แล้วก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดเลย หากใครไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ลองไปเที่ยวชมเมืองอิบารากิดู เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เหมาแก่การพักผ่อนอีกที่เลย