เที่ยวทิเบต Tibet ดินแดนหลังคาโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย

เที่ยว จีน ทิเบต

เที่ยวทิเบต ดินแดนหลังคาโลก เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานประเทศหนึ่งในโลก มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นมาของชาวทิเบตน้อยมาก วันนี้เราจะพาไปรู้ข้อมูลของทิเบต และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่ควรไปสัมผัสสักครั้งในชีวิตของประเทศทิเบต

รู้จักประวัติความเป็นมาของประเทศ ก่อนไป เที่ยวทิเบต

ทิเบต

ก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้าไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ในทิเบตนั้น จีนกับมองโกลยกกำลังมารุกรานและผลัดเปลี่ยนกันครอบครองทิเบตหลายครั้ง แม้แต่รัสเซียและอังกฤษเองก็เคยพยายามที่จะยึดครองทิเบตด้วย ในปี ค.ศ.907 จีนได้ยึดเอาดินแดนที่เคยเสียให้ทิเบตกลับคืนมาจนหมด ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับทิเบตยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดมา จนกระทั่งจักรพรรดิเจงกิสข่านแห่งมองโกเลียยกทัพมารุกรานจีนและทิเบตเมื่อชานมองโกเลียได้เห็นวิถีชีวิตของชาวทิเบตที่นับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด
ก็เกิดความศรัทธา ชาวมองโกลจึงรับศาสนาพุทธตามแนวทางของทิเบตเป็นศาสนาประจำอาณาจักรมองโกลแห่งเอเชียตะวันออก อีก100 ปีต่อมาเมื่ออาณาจักรมองโกลเสื่อมอิทธิพลและล่มสลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสองก็ยุติลง

สถานที่ท่องเที่ยวประเทศทิเบต ที่น่าสนใจ

เที่ยวทิเบต

1. พระราชวังโปตาลา Potala Palace หรือ หม่าปู้ยื่อซาน เป็นการตั้งชื่อเลียนเสียงโปตาลกะบรรพตในชมพูทวีป ที่ซึ่งชาวทิเบตเชื่อว่าเป็นที่สถิตขององค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรตั้งอยู่บนยอดเขาแดง บนความสูงประมาณ 300 เมตร
พระราชวังโปตาลาแห่งนี้มีประวัติอันยาวนานมากว่า 1,300 ปี ที่มีความสวยงามและอลังการมาก มีห้องมากกว่า 1,000 ห้อง ซึ่งนับว่าเป็นศิลปสุดยอดฝีมือที่สวยงามที่สุดของทิเบต ภายในพระราชวังโปตาลานี้จะมีอาคาร 13 ชั้น สูงประมาณ 400 เมตร
จำนวน ผู้เข้าชมจะถูกจำกัดอยู่ที่ 2300 คนในแต่ละวัน 1600 คนสำหรับกรุ๊ปทัวร์และ 700 คนสำหรับนักท่องเที่ยวอิสระ โดยนักท่องเที่ยวอิสระจะต้องเข้าคิวซื้อตั๋วแต่เช้าตรู่เพื่อที่จะได้ตั๋วเข้าชม ซึ่งต้องแสดงพาสปอร์ตเพื่อซื้อตั๋ว ส่วนนักท่องเที่ยวที่ไปกับกรุ๊ปทัวร์นั้นทางเอเจนซีจะเป็นคนจัดการซื้อตั๋วให้โดยราคาปกติคือ 100 หยวน สำหรับ Low Season 1 พ.ย. – 30 เม.ย. และ 200 หยวน สำหรับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว 1 พ.ค. – 30 ต.ค. หากไม่ต้องการเข้าชมเขตพระราชวังซึ่งอยู่ด้านบน สามารถซื้อเฉพาะตั๋วเข้า Zhol City ราคา 30 หยวน

เตรียมตัวไปทิเบต

2. พระราชวังฤดูร้อนนอร์บูลิงกะ Norbulingka ถือเป็นแลนมาร์คของทิเบต งอยู่ชานเมืองด้านตะวันตกของกรุงลาซา มีเนื้อที่โดยรวม 360,000 ตารางกิโลเมตร ความหมายเดิมของชื่อ นอร์บุ หลิงฆา แปลว่า “สวนอัญมณี” (Precious Stone Garden) สร้างขึ้นในช่วงหลังศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. 1750) โดยดาไลลามะ ลำดับที่ 7
นอร์บุลิงกะแบ่งออกเป็นสามส่วนคือพระราชวัง อาคารทำการของคณะรัฐบาล และลานกลางสวนสำหรับแสดงนาฏกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลโชตัน โดยลานกลางสวนนั้นคือโซนที่อยู่ทางขวามือหลังจากผ่านประตูเข้ามาแล้ว เลยจากสวนไปทางทิศเหนือคืออาคารทำการของคณะรัฐบาล ส่วนชั้นในเป็นโซนพระราชวัง
หอที่เป็นจุดเด่นที่สำคัญคือ “คังซงซือหลุน” สร้างโดยทะไลลามะองค์ที่ 8 ยังมี “ชวีหยัน” เป็นที่แสดงธรรม “หวงหลงเมี่ยว” หรือ ศาลพญามังกร ทะไลลามะองค์ที่ 13 ได้สร้างตำหนักเพิ่มเติมทางด้านทิศตะวันตกชื่อ “จินเซ่อหลินข่า” และหอสามชั้นชื่อ “จินเซ่อพอจัง” พร้อมทั้งเพิ่มเติมจำนวนไม้ดอกและต้นไม้ใหญ่ ทะไลลามะองค์ที่ 14 ที่ใช้ เงินส่วนตัวสร้าง “ซินกง” แปลว่า วังใหม่ทางด้านทิศเหนือและอาศัยอยู่ 2 ปี ก่อนลี้ภัยไปประเทศอินเดีย

เที่ยวทิเบต ช่วงไหนดี

3. วัดโจคัง Jokang Temple หรือวัดต้าเจ้าซื่อ วัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของนครลาซาและเขตปกครองตนเองทิเบต
จุดเด่นของวัดนี้คือบนหลังคาวัด มีรูปปั้นสัญลักษณ์ พระธรรมจักรกัปวัตนสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ประธานเป็นปฐมเทศนา เป็นรูปธรรมจักรและกวาง 2 ตัวนอนหมอบหันหน้าเข้าหาธรรมจักร ทั้งธรรมจักรและกวาง หุ้มด้วยทองคำแท้ ส่วนหลังคาวัดโจคังก็ประดับด้วยทองคำ ในยามเย็นเมื่อแสงอาทิตย์ สาดส่องต้องหลังคาวัด จะสะท้อนสีทองออกมาวาววับจับตาเป็นภาพที่งดงามประทับใจมาก
ภายในโถงประกอบพิธีฯบริเวณทางเข้า ทางซ้ายของประตูคือ Nojin Chapel เป็นวิหารธรรมบาล ประดิษฐานรูปปั้นท้าวกุเวรและมหากาฬ ส่วนทางขวาของประตูเป็น Naga Chapel หรือวิหารนาคราช ว่ากันว่าเทพเหล่านี้ปรากฏในนิมิตของพระเจ้าซองเซ็นกัมโป ในช่วงที่เริ่มก่อสร้างวัดโจคังจึงสร้างรูปปั้นของเทพเหล่านี้ขึ้นเพื่อปกปักรักษาวัดโจคัง บริเวณกลางโถงฯมีรูปปั้นสำคัญๆ 6 องค์ ด้วยกัน นอกจากนี้รอบๆโถง ประกอบพิธีเป็นห้องเล็กๆที่ประดิษฐานพระพุทธรูปต่างๆ

ของฝากทิเบต

4. วัดเซรา Sera Monastery ภาษาจีนเรียก เซ่อลาซื่อ ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของกรุงลาซา ชื่อ “เซ่อลา”นี้มีที่มาอยู่ 2 ตำนาน กล่าวคือ ตำนานแรกกล่าว “เซ่อลา” ภาษาทิเบตแปลว่าลูกเห็บ เพราะตอนเริ่มสร้างวัดแห่งนี้ มีลูกเห็บตกลงมาห่าใหญ่ อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า สถานที่สร้างอารามเซ่อลา เคยเป็นทุ่งกุหลาบป่า ดอกกุหลาบป่าภาษาทิเบตเรียก “เซ่อลา” เหมือนกัน จึงได้ชื่อว่า วัดเซ่อลา หรือ เซรา
ที่นี่เปิดให้เข้าขมระหว่างเวลา 09.00-17.00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชมคนละ 35-55 หยวน ค่าถ่ายรูปภายในวิหารประมาณ 30 หยวน ในขณะที่ค่าถ่ายวิดีโอกลับแพงอย่างน่าตกใจคือสูงถึง 850 หยวน สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าชมการถกพระธรรมซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีชื่อของเซรา การอภิปรายนี้จีมีขึ้นราวเวลา 15.30 น. ของทุกวัน

Related Posts